8
May
Off

มาทำความรู้จักหนี้ครัวเรือนคืออะไร และส่งผลอย่างไรต่อเรา ?

หนี้ครัวเรือน คือ หนี้สินของบุคคลที่กู้ยืมมาจากสถาบัน , องค์กรรวมทั้งแหล่งเงินทุนอื่นๆ โดยผู้กู้มีหน้าหนี้จะต้องนำหนี้มาชำระคืนในอนาคต

หนี้ครัวเรือน ในทัศนะของธนาคารแห่งประเทศไทย คือ หนี้ของบุคคลที่ได้มาจากการกู้ยืมเงิน เพื่อนำไปซื้อบ้าน , รถยนต์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งกู้มาจากธนาคารพาณิชย์ , ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ , องค์กรธุรกิจสินเชื่อบุคคลที่ไม่ได้มาจากธนาคาร เช่น จากสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือจากแหล่งอื่นๆเป็นต้น โดยไม่รวมหนี้นอกระบบ , หนี้ผิดกฎหมาย ที่ไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เพราะฉะนั้นเมื่อนำมารวมกัน ก็ไม่อาจบอกได้ว่ามีผลอย่างไร ทำให้ต้องนำไปเปรียบเทียบกับแหล่งรายได้ของประชาชาติ หรือ GDP นำมาเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ถ้าผลออกมาต่ำกว่า 50% จัดว่าต่ำ แต่ถ้าสูงกว่า 80% จัดว่าสูงอันเป็นสัญญาณอันตราย ว่าสถาบันที่ให้กู้ยืมจำเป็นต้องมีความระมัดระวังการให้สินเชื่อแก่ประชาชน แสดงว่ามีภาระหนี้สินสูงเมื่อเทียบกับภาพรวม

หนี้ครัวเรือนสูงมีผลกระทบอย่างไร ?

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 82.3% ถ้านำมาเปรียบเทียบกับสิ้นปี พ.ศ. 2555 อยู่ในระดับเพียง 75% แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2551 มีสัดส่วน 55.1% เท่านั้น โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุที่ขึ้นมาแตะถึงระดับนี้ เป็นเพราะถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่สินเชื่อครัวเรือนยังไงประชาชนก็ยังต้องซื้อ โดยมีความแตกต่างจากสินเชื่อธุรกิจที่เวลาเศรษฐกิจไม่ดี สินเชื่อส่วนนี้ก็มักจะติดลบ หากแต่สินเชื่อครัวเรือนไม่ได้เป็นเช่นนั้น จึงทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือน GDP ที่เพิ่มขึ้นยังสามารถเป็นไปได้สูง แต่อย่างน้อยก็น้อยกว่าถ้าเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ มีระดับ 90% และมาเลเซีย 90%

ผลกระทบปัจจัยหลัก อันเป็นตัวเร่งให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เกิดมาจากต้นทุนต่ำและเงินออมต่ำเป็นเวลานาน จึงทำให้เอื้อต่อการกู้ยืมเงินเพื่อการอยู่อาศัย , ซื้ออสังหาริมทรัพย์ มากขึ้น โดยมาตรการของรัฐในการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ , การคืนภาษีรถยนต์ , สินเชื่อช่วยผู้น้ำท่วม รวมทั้งการแข่งขันของธนาคารต่างๆ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ธนาคารและสถาบันการเงิน จึงต้องมีนโยบายการแข่งขันอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าเป็นเรื่องดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขสินเชื่อ ซึ่งผ่อนน้อยลงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้กู้ยืมเงิน , อัตราผ่อนชำระ/รายได้ , วงเงินกู้ต่อราคาประเมินหลักประกัน อีกทั้งยังจำเป็นที่จะต้องเลือกลูกค้าเงินกู้ที่เข้มงวดกว่าเดิมยิ่งขึ้น แต่กรณีที่สภาวะเศรษฐกิจและภาวะการเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ สถาบันทางการเงินก็พร้อมจะทะยานเข้าสู่การแข่งขันอันแสนเข้มข้นอย่างแน่นอน